JELLY

posted on 04 Sep 2011 20:42 by pinky-kapi
                                      
ประวัติของเยลลี่ 

เยลลี่เป็นขนมที่เกิดในประเทศอังกฤษมานานมาก...ปัจจุบันพื้นที่ส่วนนี้อยู่บริเวณ Midland ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ Birmingham, ใน สมัยนั้นชาวบ้านค้นพบว่า ถ้าเอาน้ำแคนตาลูปมาปล่อยให้เย็นที่อุณหภูมิห้อง น้ำนั้นจะกลายเป็นวุ้นใสๆ สีเหลืองขุ่นๆ เหนียวๆ นุ่มๆ และเป็นที่นิยมกินในแถบนั้นมานาน

นักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษสันนิฐานความหมายของ Jelly ว่าหมายถึงขนมชนิดหนึ่งที่มีสี Yellow!!!! ต่อมาการเขียนที่เปลี่ยนไปจากอิทธิพลของภาษาอื่นทำให้ตัวเขียนเปลี่ยนไป Jelly จึงไม่ทิ้งร่องรอยของตัวศัพท์เดิม..เหลือเพียงเสียงอ่านที่สามารถสืบกลับไป ได้ถึงที่มาของมัน

http://www.learners.in.th/blog/kamiie/401232

ส่วนผสม


  1.  เจลาตินสำเร็จรูป   1 กล่อง
  2.  น้ำเปล่า              2 ถ้วย
  3.  ผลไม้ตามฤดูกาลหรือผลไม้กระป๋อง เช่นเงาะกระป๋อง , ฟรุตสลัดกระป๋อง , สตอเบอรี่ – เชอรี่เชื่อม


วิธีทำ
      
1.  ต้มน้ำร้อนให้เดือดคะ น้ำ 1 ถ้วย

      

 2.  พอน้ำเดือดแล้วให้ใส่เจลาตินลงไป จากนั้นปิดแก๊สได้เลย คนให้เจลาตินละลายให้หมด

       

 3.  จากนั้นให้เติมน้ำเย็นลงไปอีก 1 ถ้วยตวง

         

 4.  คนให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นมาเตรียมภาชนะเช่น แก้ว ถ้วยเยลลี่หรือถ้วยวุ้น

 

 5.  เติมผลไม้สด หรือผลไม้กระป๋องก็ได้ที่เรามีลงไป

       

6.  จากนั้นก็ตักเจลาตินใส่ลงไป

 

 7.  แช่ตู้เย็นไว้ก่อน ประมาณ 2-3 ชั่วโมง รอให้เจลาตินเซ็ทตัว

    

 8.  ผ่านไป 3 ชั่วโมง เยลลี่ก็เสร็จแล้ว

เยลลี่ทีประโยชน์อะไรบ้าง?? 

เมื่อรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดอาหารระหว่างมื้อ ทำให้ร่ายกาย
นำไขมันในร่างกายมาใช้งาน ช่วยให้ระบบการขับถายดีขึ้น  และอื่นๆ  

ประโยชน์อีกอย่างของ แยมและเยลลี่ คือเพิ่มพลังต้านมะเร็ง

สองหัวต้องดีกว่าหัวเดียวแน่นอน และเมื่อ แยมและเยลลี่ มารวมกันคุณสาวๆ ก็ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป เพราะในขนมหวาน 2 อย่างนี้ อุดมไปด้วย เพกติน หรือใยอาหารธรรมชาติ ที่พบในผักและผลไม้อยู่เพียบ และเมื่อเอามาผ่านกระบวนการแปรรูปเป็น แยมและเยลลี่? เพกตินจะปล่อยโมเลกุลที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งออก มา

ที่สำคัญโมเลกุลต้านมะเร็งที่มีในแยมและเยลลี่นั้น นักวิทยาศาสตร์ไม่แน่ใจว่า เราจะได้เจอในผักและผลไม้ หรือเปล่า เท่ากับว่าถ้าอยากได้โมเลกุลพิเศษ เพื่อต้านมะเร็ง

http://www.index2you.com/health/health/2362-index.html


“เยลลี่” ยืดหยุ่นได้เพราะอะไร

ก่อนจะเริ่มอ่าน ฉลากกัน ขออธิบายชนิดของสารที่ทำให้เกิดลักษณะนุ่มและยืดหยุ่นเป็นวุ้นที่นิยมใช้ใน ผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

(1) ประเภทโปรตีน

ปกติ มักระบุว่ามีเจลาติน (gelatin) เป็นโปรตีนที่สกัดจากหนังหมู บรรดานักกินขาหมูพะโล้คงนึกออก เมื่อนำเอาขาหมูที่ตุ๋นไว้ในน้ำผสมซีอิ๊วไปใส่ตู้เย็น น้ำตุ๋นจะแข็งตัวมีลักษณะเป็นวุ้นยืดหยุ่นได้และเมื่อนำมาทิ้งไว้ข้างนอกตู้ ลักษณะวุ้นจะค่อยๆ ละลายหายไป ปรากฏการณ์เช่นนี้เหมือนกับเยลลี่ที่ทำกินกับไอศกรีม

(2) ประเภทคาร์โบไฮเดรต

มี หลายชนิดที่นิยมใช้ แต่ที่คุ้นเคยกันมาก คือ วุ้นหรือที่ฝรั่งเรียกว่า “อะการ์” (agar) ซึ่งสกัดจากสาหร่าย โดยอาจมีลักษณะเป็นผง นอกจากนี้ยังมีชนิดอื่นๆ ที่อาจสกัดจากต้นไม้ จุลินทรีย์ สาหร่าย ซึ่งก็มีชื่อเรียกยากๆ ต่างกันไป เช่น คาร์ราจีแนน (carrageenan) แซนแทนกัม(xanthangum) เป็นต้น แป้งบางชนิดก็มีคุณสมบัติแบบนี้ ทั้งเจลาตินและวุ้นอะการ์เป็นโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายใช้ประโยชน์ ทางโภชนาการไม่ได้เลย นอกจากจะช่วงถ่วงท้องได้บ้าง

กฎหมายที่กำหนด

พระ ราชบัญญัติอาหารปี พ.ศ. 2522 ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะนุ่มและยืดหยุ่นเป็นวุ้น ซึ่งทำจากน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลักให้เป็นอาหารทั่วไปที่ต้องแสดงฉลากโดยให้ อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “วุ้นสำเร็จรูป” และ “ขนมเยลลี่” โดยให้ใช้คำว่า “วุ้นสำเร็จรูป” ในกรณีที่มีน้ำผลไม้ผสมอยู่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ และ /หรือปรุงแต่งด้วยสี กลิ่น และรส

ส่วนคำว่า “ขนมเยลลี่” ให้ใช้เรียกว่า วุ้นสำเร็จรูปที่มีน้ำผลไม้อยู่ร้อยละ 10-20 ประกาศเรื่องนี้ให้รวมถึงอาหารประเภทนี้ทั้งชนิดผงแห้งและพร้อมบริโภคด้วย โดยกฎหมายกำหนดให้ใช้อักษรย่อว่า “วล” เป็นชื่อผลิตภัณฑ์ แต่มีข้อที่น่าแปลกใจสำหรับประกาศฉบับนี้ ก็คือ ผลิตภัณฑ์ประเภทเยลลี่และขนมเด็กดังที่กล่าวมาก็ถูกจัดไว้ในกลุ่มนี้โดยใช้ ชื่อว่าวุ้นเจลาตินสำเร็จรูป เพราะใช้เจลาตินเป็นสารให้เกิดวุ้น แต่วุ้นผงสำเร็จรูปที่มีการเติมรสต่างๆ กลับถูกจัดไว้เป็นอาหารควบคุมเฉพาะประเภทภาชนะปิดสนิท เราก็เลยงงไปตามกฎหมายอีกแล้ว แต่เพื่อไม่ให้ผู้อ่านงงตามไปด้วย ก็ขอเก็บวุ้นผงสำเร็จรูปรสต่างๆ ไว้ในการอ่านฉลากครั้งนี้เลย เพราะถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทำนองเดียวกัน

http://www.doctor.or.th/node/3808

 

edit @ 11 Sep 2011 11:02:55 by PINKY

"คำถามทบทวน"

posted on 17 Aug 2011 17:58 by pinky-kapi

1. มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร

ตอบ มัลติมีเดีย คือ การนำสื่อหลายๆรูปแบบมาร่วมกันนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ทั้งข้อความ เสียง ภาพ หรือภาพเคลื่อนไหว โดยผู้รับสื่อสามารถรับรู้ข้อมูลได้มากกว่า 1 ช่องทางและสามารถตอบโต้กับระบบคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่างๆได้

 

2. การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร

ตอบ การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็ปไซด์สามารถเข้าถึงได้ง่าย มีความน่าสนใจและสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ง่าย

 

3. Microsoft PowerPoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง

ตอบ ข้อมูลตัวอักษร เสียง รูปภาพและภาพเคลื่อนไหว

 

4. การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft PowerPoint แตกต่างกันอย่างไร

ตอบ การเชื่อมโยงภายใน คือ การเชื่อมโยงไปยังจุดต่างๆในไฟล์เดียวกัน
         การเชื่อมโยงภาพนอก คือ การเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆภายนอกไฟล์

 

5. นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง

ตอบ  โทรทัศน์ วิทยุ ลำโพง โทรศัพย์มือถือ เครื่องพิมพ์ จอโปรเจคเตอร์

 

6. นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด

ตอบ การนำเสนอข้อมูลทางเว็ปไซด์ทำได้ง่ายที่สุด เพราะ สามารถเรียบเรียงและแก้ไขข้อมูลได้สะดวก ใช้งบประมาณน้อยกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ สามารถเพิ่มลูกเล่นต่างๆให้การนำเสนอมีความน่าสนใจมากขึ้นและยังเผยแพร่ได้หลากหลายช่องทางอีกด้วย

 

7. การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร

ตอบ 1. คลิกขวาบนพื้นที่ว่าง
        2. เลือกออกแบบภาพนิ่ง
        3. เลือกใช้แม่แบบการออกแบบที่แถบเครื่องมือ

 

8. การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft PowerPoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด

ตอบ  1. คลิกขวาที่กล่องข้อความ
        2. คลิกเลือกที่การเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง

 

9. ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมาอย่างน้อย 3 โปรแกรม

ตอบ Microsoft Word, Microsoft PowerPoint, Notepage, Microsoft Excel

 

10. ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่ อย่างไร

ตอบ สามารถสร้างข้อมูลให้เป็นรูปภาพ เสียง หรือรูปภาพเครื่อนไหวแทนได้ 

 

11. เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft-PowerPoint หรือไม่ อย่างไร

ตอบ ไม่จำเป็น เพราะสามารถนำเสนอข้อมูลผ่านสื่ออื่นๆได้อีก เช่น จอคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ เป็นต้น

 

12. Microsoft PowerPoint สามารถแทรกรูปภาพ ภาพยนตร์ และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร

ตอบ 1. คลิกที่ แทรก
       2. คลิกเลือกแทรกสิ่งที่ต้องการแทรกลงไป

 

13.การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และกราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร

ตอบ เป็นการสรุปและรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เป็นตัวอักษรให้มาอยู่ในรูปๆเดียว ซึ่งทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย สามารถเปรียบเทียบข้อแตกต่างของข้อมูลได้อย่างชัดเจนและยังทำให้ข้อมูลมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

14. การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft PowerPoint สำหรับผู้รับข้อมูล 20 คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง

ตอบ   ฮาร์ดแวร์ - คอมพิวเตอร์ โปรเจคเตอร์ ลำโพง

         ซอร์ฟแวร์ - Microsoft PowerPoint

 

15. ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษร ภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน

ตอบ   คอมพิวเตอร์ Microsoft PowerPoint โทรทัศน์ โทรศัพย์

ภาษาปาสคาล

posted on 09 Jul 2011 17:12 by pinky-kapi

ภาษาปาสคาล

ประวัติภาษาปาสคาล

ภาษา ปาสคาลพัฒนาโดย Niklaus Wirth ในปีค.ศ. 1970 ได้รับความนิยมในสมัยนั้น เนื่องมาจากตัวภาษามีลักษณะเด่นหลายด้าน เช่น รูปแบบคำสั่งที่มีลักษณะเป็นภาษาอังกฤษ ง่ายต่อการเขียน และการจดจำ นอกจากนี้โปรแกรมยังมีลักษณะที่เป็นโครงสร้าง (Structure Programing) ง่ายต่อการศึกษา มีตัวแปลภาษา(Compiler) ในหลายระบบปฎิบัติการ เหมาะกับงานด้านวิทยาศาสตร์ที่มีการคำนวณซับซ้อน และเหมาะกับการเริ่มต้นเขียนโปรแกรมเป็นครั้งแรก

 

ปาสคาล(Pascal) เป็นชื่อที่ได้จากมาจากชื่อของ Blaise Pascal นักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงในการประดิษฐ์เครื่องจักรที่ใช้ในการคำนวณ เป็นต้นแบบของเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน

 

องค์ประกอบของภาษาปาสคาล

องค์ประกอบ

รายละเอียด

ความหมาย

รูปแบบการใช้งาน

ส่วนหัวของโปรแกรม

Program

เป็นการกำหนดชื่อโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาใช้งาน

Program ชื่อโปรแกรม;

ส่วนกำหนดข้อมูล

Uses

เป็นส่วนของเก็บข้อมูลหลังจากที่มีการแปลความหมายของภาษาที่เขียนขึ้น

Uses ชื่อยูนิต;


Const

เป็นการกำหนดค่าคงที่เพื่อใช้ในโปรแกรม

Const ชื่อค่าคงที่ = ค่าที่กำหนด;


Var

เป็นการประกาศค่าตัวแปรที่จะนำมาใช้ในการเก็บข้อมูล

Var ชื่อตัวแปร = ชนิดตัวแปร;


Procedure

เป็นการกำหนดโปรแกรมย่อยเพื่อนำไปใช้งานในโปรแกรมหลัก

Procedure ชื่อโปรแกรมย่อย;


Function

Function ชื่อโปรแกรมย่อย;

ส่วนประโยคคำสั่ง

Begin

เป็นการกำหนดว่า ในส่วนคำสั่งจะต้องเริ่มต้นจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป

Begin


คำสั่งต่าง ๆ

เป็นการเขียนคำสั่งในการประมวลตามที่ได้ออกแบบไว

ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้คำสั่ง


End.

เป็นการกำหนดว่า สิ้นสุดการทำงาน

End.




 

กฎการตั้งชื่อตัวแปร
1. ต้องไม่ซ้ำกับคำสงวน

2. ต้องประกอบด้วยตัวอักษร, ตัวเลขและเครื่องหมายขีดล่าง ( _ ) เท่านั้น

3. ต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษรหรือขีดล่างเท่านั้น ห้ามขึ้นต้นด้วยตัวเลข

4. ต้องมีความยาวไม่เกิน 63 ตัวอักษร

 

ชนิดของตัวแปร

ความหมาย

Real (จำนวนจริง)

ข้อมูลที่เป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยมหรือเป็นตัวเลขเศษส่วน

Integer (จำนวนเต็ม)

ข้อมูลที่ไม่มีจุดทศนิยมและมักเป็นเลขที่ใช้นับจำนวน

Char (อักขระ)

A - Z, a - z, _ , 0 - 9 , ตัวอักขระพิเศษ เช่น @, #, $, ?, < , >

String (ข้อความ)

ข้อมูลชนิดข้อความ

Boolean (บูลีน)

จะมีผลลัพธ์เพียง 2 ค่า คือ True (จริง), False (เท็จ)

edit @ 9 Jul 2011 17:43:47 by PINKY

edit @ 9 Jul 2011 17:49:04 by PINKY